วิธีฝึกลูกนั่งคาร์ซีท ตอนที่ 2

สำหรับครอบครัวที่ให้ลูกนั่งคาร์ซีทมาตั้งแต่เกิดก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่บ้านที่เพิ่งตัดสินใจจะให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตอนที่ลูกเริ่มโตมาหน่อยแล้วจะทำอย่างไร ลูกจะยอมไหม จริง ๆ แล้วฝึกได้นะคะ ลูกแฝดที่บ้านก็เพิ่งมาฝึกตอน 1 ขวบ เพราะด้วยความที่เป็นลูกแฝด แม่กลัววุ่นวายเลยไม่ได้พาออกนอกบ้านเลย กว่าจะพร้อมเดินทางก็ปาเข้าไป 1 ขวบแล้ว เลยเหมือนมาฝึกกันตอนโต แต่ก็สำเร็จนะคะ

1. เริ่มด้วยการพานั่งเล่นวันละนิดหน่อย เช่น พาไปขี่รถเล่นรอบหมู่บ้าน 10 นาที บอกลูกว่าจะพาไปเที่ยว แล้วก็พานั่งเช่นนี้ทุกวัน อาจจะนั่งไปสนามเด็กเล่นใกล้บ้าน นั่งไปสวนสาธารณะใกล้ ๆ หรือแค่นั่งไปซื้อของเซเว่นหน้าปากซอยหรือที่ไหนก็ได้ที่ไม่ไกลเกิน 10 นาที ให้ลูกรู้สึกว่าการนั่งคาร์ซีท = การได้ไปเที่ยวสนุก เริ่มด้วยทัศนคติที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง และย้ำว่าต้องทำซ้ำทุก ๆ วัน หลาย ๆ วัน จนชิน
2. พอลูกเริ่มชินกับการนั่งสั้น ๆ เริ่มเพิ่มระยะทางไกลขึ้นทีละนิด อย่างช้า ๆ ถ้าลูกร้อง ลองเอาของเล่นหรือของกินล่อไปก่อน ลองดูว่าลูกชอบอะไรอย่างเด็กที่บ้านชอบหนังสือนิทานและกล้วยค่ะ เวลาเดินทางแม่ต้องพกกล้วยเป็นหวี หนังสือเป็นสิบ หยิบให้ทีละเล่มเบื่อเล่มนี้ก็เปลี่ยนเล่มใหม่
3. หากลูกร้องมาก ๆ ให้หยุดรถปลอบค่ะ อาจจะเอาออกมาดูดนมหรือกอดปลอบ แต่ทุกอย่างนี้ต้องทำขณะรถจอดให้ลูกรู้ว่าถ้าลูกไม่นั่งเก้าอี้ของลูก ล้อรถก็ไม่หมุน  ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ซ้ำ ๆ เดี๋ยวเขาก็ชินและยอมนั่งเองค่ะ เด็กที่บ้านแรก ๆ ก็ร้องไห้ เดี๋ยวนี้ร้องเพลงประสานเสียงจนแม่รำคาญ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องอดทน สำหรับเด็กเล็กไม่มีการฝึกใด ๆ ที่จะไม่มีเสียงร้องไห้นะคะ ปกติเราเองก็ไม่สนับสนุนการปล่อยให้เด็กร้องไห้ แต่กับเรื่องที่สำคัญเช่นนี้เราอาจจะต้องยอมให้เขาร้องไห้บ้าง เพื่อความปลอดภัยของเขาเอง ร้องมากเราก็จอดรถปลอบ รับรองว่าฝึกไม่เกินหนึ่งเดือนยอมนั่งแน่นอนค่ะ

อีกเรื่องที่ห่วงคือ พ่อแม่หลายคนให้ลูกนั่งคาร์ซีทถึงแค่ประมาณ 3-4 ขวบแล้วก็เลิก แต่ความเป็นจริงเด็กที่อายุน้อยกว่า 8 ขวบ หรือสูงน้อยกว่า 150 ซม. ยังคงมีสรีระที่ไม่เหมาะต่อการคาดเข็มขัดแบบผู้ใหญ่ และยังคงต้องนั่งเก้าอี้เด็กนะคะ แม้จะน้ำหนักเกินกว่าจะนั่งคาร์ซีทแบบของเด็กเล็กได้แล้ว แต่ควรนั่งบูสเตอร์ซีทสำหรับเด็กโต

ให้ลูกนั่งคาร์ซีทกันเถอะค่ะ อย่าให้ลูกต้องเสี่ยงชีวิตเลยนะคะ บนถนนมีรถเป็นร้อยคัน แต่มีรถเพียงคันเดียวที่เราสามารถควบคุมได้ เพียงแค่เราไม่ประมาท มันไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเลยนะคะ

 

ขอขอบคุณ แม่แอน ที่อนุญาตให้นำบทความนี้มาเผยแพร่ค่ะ (ที่มา http://www.facebook.com/drapertrio)